นโยบายทางการตลาด เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาด
ผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564
1. ความยินยอมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด
1.1 เมื่อ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์1 (“บริษัทฯ”) ประสงค์ที่จะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาด เช่น การส่งแผ่นพับเพื่อทำการตลาด (marketing brochures) ไปยังบุคคลใดๆ บริษัทฯ ต้องแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบถึงการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวที่บริษัทฯ ประสงค์จะทำเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาด และบริษัทฯ ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นตามข้อกำหนดต่างๆ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (“พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ”) ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
1.2 ก่อนที่บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการใดๆ ด้านการตลาดต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บริษัทฯ ต้องทำให้มั่นใจว่าบริษัทฯ ได้รับความยินยอมที่จำเป็น โดยบริษัทฯ จะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดได้ก็ต่อเมื่อบริษัทฯ ได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ดำเนินการแล้วเท่านั้น
1.3 ในกรณีการตลาดทางตรง บุคคลมีสิทธิภายใต้พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ที่จะคัดค้านมิให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนเองได้ไม่ว่าในเวลาใดๆ ก็ตาม โดยในกรณีที่มีการใช้สิทธิคัดค้านดังกล่าว บริษัทฯ จะไม่สามารถเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวได้อีกต่อไป และบริษัทฯ จะต้องแยกข้อมูลส่วนบุคคลนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตลาดทางตรงออกจากเรื่องอื่นๆ อย่างชัดเจนทันทีที่บุคคลนั้นๆ ได้บอกกล่าวการคัดค้านมายังบริษัทฯ
1.4 สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ที่บริษัทฯ ได้เก็บรวบรวมก่อนวันที่พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ใช้บังคับนั้น บริษัทฯ มีสิทธิที่จะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิม อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ต้องจัดทำและประกาศวิธีการเพิกถอนการให้ความยินยอมไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มีการเก็บรวบรวมไว้ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้โดยง่าย
1 บริษัทในกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ หมายถึง นิติบุคคลหนึ่งนิติบุคคลใดหรือหลายนิติบุคคล ดังต่อไปนี้
- (1)บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด
- (2)บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
- (3)บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด
- (4)บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
- (5)บริษัท คิง เพาเวอร์ มาเก็ตติ้ง แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด
- (6)บริษัท คิง เพาเวอร์ คลิก จำกัด
- (7)บริษัท คิง เพาเวอร์ โฮเทล แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด
- (8)บริษัท คิง เพาเวอร์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด
- (9)บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด
- (10) บริษัท คิง เพาเวอร์ เอวิเอชั่น จำกัด
- (11) บริษัท คิง เพาเวอร์ มหานคร จำกัด
- (12) บริษัท มัลติพลาย บาย เอท จำกัด
2. ข้อความทางการตลาด
เมื่อบริษัทฯ ประสงค์จะส่งข้อความทางการตลาดหรือทำการตลาดผ่านทางโทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ หรือทำการตลาดไม่ว่าโดยช่องทางสื่อสารใดๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะต้องมั่นใจว่าบริษัทฯ ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นๆ เพื่อเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดแล้ว
3. การโฆษณาและการเชิญชวนให้เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล ทางไปรษณีย์ หรือทางช่องทางสื่อสารอื่นใด
ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะต้องไม่ส่งโฆษณาหรือคำเชิญชวนให้เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล ทางไปรษณีย์ หรือทางช่องทางสื่อสารอื่นใดไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะได้ให้ความยินยอมให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวและรับโฆษณาหรือคำเชิญชวนดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หรือเว้นแต่การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ เนื่องจากเมื่อมีการส่งโฆษณาหรือคำเชิญชวนไปนั้น โดยสาระสำคัญย่อมเป็นการที่บริษัทฯ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาด
4. การตอบสนองการขอข้อมูล (กรณีอื่นๆ ที่ไม่ใช่กรณีสื่อสารแบบต่อหน้า)
4.1 เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งติดต่อมายังบริษัทฯ (กล่าวคือ โดยการโทรศัพท์ อีเมล ข้อความทางโทรศัพท์ (SMS/MMS) โทรสาร หรือส่งทางไปรษณีย์) เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายหรือโฆษณาที่มีอยู่ บริษัทฯ อาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามที่บุคคลดังกล่าวขอมาได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ควรส่งข้อมูลให้แต่เฉพาะข้อมูลเพิ่มเติมตามที่บุคคลดังกล่าวขอมา โดยบริษัทฯ ต้องไม่ส่งข้อมูลที่เกินไปกว่าที่บุคคลนั้นได้ขอมาหรือใช้วิธีการติดต่อสื่อสารที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้ขอให้บริษัทฯ ใช้
4.2 ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลติดต่อบริษัทฯ ผ่านทางโทรศัพท์ บริษัทฯ ต้องจัดให้มีการทำบันทึกภายในซึ่งระบุวันที่และเวลาที่มีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ รายละเอียดซึ่งสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้น สิ่งที่บุคคลดังกล่าวขอให้บริษัทฯ ดำเนินการ และข้อมูลที่บริษัทฯ จะให้ โดยบริษัทฯ ควรทวนซ้ำหรืออ้างอิงสิ่งที่บุคคลดังกล่าวร้องขอให้บริษัทฯ ดำเนินการ ณ ตอนที่บริษัทฯ ให้ข้อมูลที่ขอมาแก่บุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ การตอบกลับเพื่อให้ข้อมูลโดยช่องทางอื่นนอกเหนือจากช่องทางเดียวกับที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใช้ติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอข้อมูล บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวร้องขอหรืออนุญาตให้บริษัทฯ ส่งข้อมูลให้โดยตอบกลับในช่องทางอื่นนั้นๆ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผู้ติดต่อร้องขอให้บริษัทฯ ส่งข้อมูลที่ขอให้ทางอีเมลหรือไปรษณีย์ ในกรณีดังกล่าว ในอีเมลหรือไปรษณีย์ของบริษัทฯ ควรระบุข้อความดังต่อไปนี้หรือข้อความที่มีความหมายลักษณะเดียวกันนี้ ตัวอย่างเช่น
“อ้างอิงถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ของเราเมื่อวันที่ [ระบุวัน] ซึ่งท่านได้ร้องขอให้บริษัทฯ ส่ง [ระบุคำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่บุคคลดังกล่าวร้องขอให้บริษัทฯ ส่งให้ เช่น แผ่นพับต่างๆ ที่แนบมาด้วย] ให้แก่ท่านทาง [อีเมล] ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงขอนำส่ง [ระบุสิ่งที่บริษัทฯ ส่งให้กับผู้ร้องขอข้อมูล] ที่ท่านขอมาเพื่อพิจารณา”
5. ข้อความทางการตลาดที่อยู่ในเอกสารหรือข้อความอื่น
Inบางกรณี ข้อความทางการตลาดหรือข้อความเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ตอนท้ายของใบเรียกเก็บเงินที่บริษัทฯ ออกให้แก่ลูกค้าอาจมีข้อความที่แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับรายการส่งเสริมการขายล่าสุด เป็นต้น ทั้งนี้ การรวมข้อความทางการตลาดเข้าไว้ในเอกสารทั่วไปที่ได้ส่งให้แก่คนจำนวนมากจะต้องถูกลบออกไป โดยข้อความทางการตลาดนี้ควรต้องระบุอยู่ในเอกสารที่แยกออกมาต่างหากจากเอกสารทั่วไป เพื่อทำให้มั่นใจว่าข้อความนั้นถูกจัดส่งให้เฉพาะแก่บุคคลที่ได้ให้ความยินยอมให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดเท่านั้น
6. การทำการตลาดทางอีเมลหรือไปรษณีย์
บริษัทฯ จะใช้อีเมลหรือที่อยู่ของบุคคลหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดก็เฉพาะต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเขาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดเช่นว่านั้น ณ เวลาที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลนั้น และบุคคลนั้นยังมิได้เพิกถอนความยินยอมดังกล่าว โดยข้อกำหนดนี้อยู่ภายใต้บังคับข้อยกเว้นการต้องได้รับความยินยอมใดๆ ที่อาจใช้บังคับกับกรณีดังกล่าว
ให้นโยบายฯ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564